
ภูมิปัญญาด้านวรรณกรรมในท้องถิ่น
ตำนานปราสาทเมืองสิงห์
ตำนานปราสาทเมืองสิงห์ คำบอกเล่าของ
ชาวพื้นเมืองว่า มีภิกษุชาวกะเหรี่ยงเล่าตำนานที่เกี่ยวกับเมืองสิงห์
และปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี มีใจความสำคัญซึ่งนำมา
เรียบเรียงได้ดังต่อไปนี้
เดิมมีพระฤษีตนหนึ่งอาศัยอยู่ที่วัดสูงงิ้วด้านทิศเหนือ
ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ฤษีมี ลูกศิษย์อยู่สองคน คือท้าวอู่ทอง
กับท้าวเวชสุวรรณโณ ภายในบริเวณอาศรมที่หลังเขาสูงงิ้วดำ มีบ่อทอง
บ่อเงิน และบ่อน้ำกรด ซึ่งพระฤษีห้ามศิษย์ทั้งสองลงไปเล่นบริเวณนั้น
อยู่มาวันหนึ่งพระฤษีไม่อยู่ ท้าว อู่ทองกับท้าวเวชสุวรรณโณจึงหนีไป
ที่บ่อทั้งสาม ทั้งสองจึงคิดอยากจะลงไปในบ่อ และตกลงกันว่า ถ้าใคร
ลงไปในบ่อคนที่อยู่ข้างบนต้องฉุดขึ้นมา ครั้นตกลงกันเสร็จแล้วท้าวอู่ทอง
จึงลงไปก่อนในบ่อเงิน และบ่อทอง บ่อทั้งสองจึงแห้งหมด ท้าวเวช
สุวรรณโณจึงฉุดท้าวอู่ทองขึ้นมา คราวนี้ท้าวเวชสุวรรณโณจะต้องลง
ไปบ้าง ซึ่งเหลือบ่อน้ำกรดเป็นบ่อสุดท้าย และท้าวเวชสุวรรณโณก็
ยินยอมที่จะลงไปในบ่อน้ำกรดนั้น เมื่อท้าวเวชสุวรรณโณลงไปแทนที่
น้ำกรดจะแห้งเหมือนบ่อเงิน บ่อทอง กลับปรากฏว่าร่างของท้าว
เวชสุวรรณโณถูกน้ำกรดกัดจนกร่อนละลาย ท้าวอู่ทองเห็นดังนั้นจึง
ไม่ยอมฉุดท้าวเวชสุวรรณโณขึ้นมาจากบ่อน้ำกรดนั้น และตนเองก็
หลบหนีไป
เมื่อฤษีกลับมาที่พัก ไม่เห็นลูกศิษย์ทั้งสอง จึงไปดู
ที่บ่อน้ำทั้งสาม เห็นบ่อเงินและบ่อทองน้ำแห้ง และในบ่อกรด
เห็นร่างของท้าวเวชสุวรรณโณกำลังถูกน้ำกรดกัดกร่อนเหลือเพียง
เล็กน้อยจึงช่วยขึ้นมาจากบ่อน้ำกรด แล้วชุบตัวท้าวเวชสุวรรณโณ
ขึ้นมาใหม่ เมื่อท้าวเวชสุวรรณโณได้รับการชุบตัวขึ้นมาใหม่ก็
เคียดแค้นท้าวอู่ทอง จึงคิดตามล่าล้างแค้นท้าวอู่ทองให้จงได้
ท้าวอู่ทองผู้เป็นฝ่ายหนีออกเดินทาง ก้าวหนึ่งเท่ากับ
นกเขาเหินหนึ่งครั้ง ส่วนท้าวเวชสุวรรณโณ เป็นฝ่ายตามล่านั้น
เดินทางก้าวหนึ่งเท่ากับนกเขาเดินหนึ่งก้าว ดังนั้นท้าวอู่ทองจึงมี
เวลาหนีไปได้ไกลและสามารถสร้างเมืองครอบครองได้ แต่ทว่า
ท้าวเวชสุวรรณโณก็ไม่ละความพยายามที่จะติดตามและมาทัน
ทุกครั้งที่ท้าวอู่ทองหยุดสร้างเมือง ท้าวอู่ทองซึ่งมุ่งหน้าไปทาง
ทิศเหนือ มาสร้างเมืองครั้งแรกที่สระ ๔ มุมแต่สามารถสร้าง
ได้เพียงสระเท่านั้นยังไม่ทันสร้างเมือง ท้าวเวชสุวรรณโณก็ตามมา
ทันอีก ท้าวอู่ทองจึงหนีต่อมาที่วังเย็นแต่สร้างเสร็จแค่กลอนประตู
ท้าวเวชสุวรรณโณก็ตามมาทันอีก ท้าวอู่ทองจึงต้องหนีไป
สร้างเมืองขึ้นอีกเรียกว่าเมืองครุฑ ท้าวเวชสุวรรณโณ ก็ตามมาทันอีก
ท้าวอู่ทองจึงหนีจากเมืองครุฑมาสร้างเมืองสิงห์และสามารถสร้าง
ได้สำเร็จ มีการสร้างกำแพงป้องกันอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันท้าว
เวชสุวรรณโณ และสร้างกำแพงดินล้อมรอบกำแพงเมือง 7 ชั้น
จึงสร้างกำแพงเมืองซึ่งด้านนอกก่อด้วยศิลาแลง สร้างกำแพงแก้ว
ล้อมรอบตัวปราสาทอีกชั้นหนึ่ง ยากที่ท้าวเวชสุวรรณโณจะตาม
ไปข้างในได้ ท้าวอู่ทองได้จัดเวรยามคอยเฝ้าอย่างแน่นหนา และ
ปิดประตูเมืองไม่ให้ใครเข้าออก เมื่อท้าวเวชสุวรรณโณตามมาทัน
แต่ไม่อาจจะเข้าไปภายในเมืองได้ เพราะมีทั้งกำแพงเมืองและทหาร
คอยเฝ้าอยู่อย่างแข็งแรงจึงได้แปลงกายเป็นลูกวัวเดินร้องอยู่ที่หน้า
ประตูเมือง ทหารคิดว่าคงจะหลงแม่หรือฝูงวัวมา แต่ก็มองหาฝูงวัว
ไม่พบจึงนำความไปกราบทูลท้าวอู่ทอง ท้าวอู่ทองไม่ทราบว่า
ลูกวัวนี้คือท้าวเวชสุวรรณโณซึ่งแปลงตัวมา จึงให้นำ ลูกวัว
เข้ามาเลี้ยงไว้ในเมืองท้าวเวชสุวรรณโณได้โอกาสจึงจับทหารของ
ท้าว อู่ทองกินทีละคนเป็นประจำทุกวันจนเกือบหมดท้าวอู่ทอง
เกิดความสงสัยว่าลูกวัวที่นำมาเลี้ยงนี้คงจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก
ท้าวเวชสุวรรณโณ จึงคิดหนีออกจากกำแพงเมืองทางด้านกำแพง
ขาดไปพร้อมทั้งหีบและโซ่
เมื่อไปถึงวังหีบ ท้าวอู่ทองก็ลงไปในหีบที่นำมา
เอาโซ่มัดหย่อนลงน้ำ แต่ท้าวเวชสุวรรณโณก็ตามมาทัน เท้า
ของท้าวเวชสุวรรณโณไปสะดุดโซ่ที่มัดหีบไว้จึงสาวขึ้นมา เมื่อ
เปิดหีบดูเห็นท้าวอู่ทองอยู่ในหีบนั้น จึงจับท้าวอู่ทองกินจนหายแค้น
การวิเคราะห์ภูมิปัญญาด้านวรรณกรรม
วิเคราะห์เนื้อเรื่อง
Ø ตัวละครสำคัญ หรือตัวเอกของเรื่องคือ พระเจ้าอู่ทอง
และ ท้าวเวชสุวรรณโณ
Ø ดำเนินเรื่องแนว เหนือธรรมชาติ(หรือแนวFantasy) จบ
แบบโศกนาฏกรรม(หรือTragedy)
Ø วิธีการแต่งเป็นร้อยแก้ว
Ø ฉากคือสถานที่ต่างๆที่ท้าวอู่ทองหนีไปสร้างเมือง
และสถานที่จุดกำเนิดเรื่องและจบเรื่อง คือ วัดสูงงิ้ว
สระสี่มุม วังเย็น เมืองครุฑ เมืองสิงห์ วังหีบ
วิเคราะห์สถานที่ต่าง ๆที่ปรากฏในตำนาน
Ø วัดสูงงิ้ว
Ø สระสี่มุม
Ø วังเย็น
Ø เมืองครุฑ
Ø เมืองสิงห์
Ø วังหีบ
วัดสูงงิ้ว
วัดสูงงิ้วที่มีชื่อกล่าวอ้างในตำนาน
คาดว่าน่าจะเป็นวัดท่างิ้วหรือวัดต้นงิ้วโบราณซึ่งทุกวันนี้
ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดงามอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช
สระสี่มุม
ที่กล่าวถึงในตำนานอาจหมายถึงวัดสระ
สี่มุมที่มีโบราณสถานที่เรียกว่าจอมปราสาท ซึ่งในสมัย
ก่อนภายในจอมปราสาทจะมีสระ ๔ สระได้แก่ สระนาค
สระเข้(จระเข้) สระมังกร สระแก้ว แต่ได้ถูกทำลายไป
หมดแล้วในปัจจุบันมีสระโกสินารายณ์ซึ่งเป็นสระที่อยู่
นอกเมืองแต่ติดกับตัวกำแพงเมือง ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา
อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีสระน้ำโกสินารายณ์ เป็น
สระน้ำโบราณอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง จากหลักฐาน
การค้นคว้าทางโบราณคดีแสดงว่าเคยเป็นเมืองโบราณแต่สมัยเก่า
ซึ่งได้ขุดพบพระการของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ทำด้วยหิน
ทรายแดง 5 พระกร กับพระบาทพระโพธิสัตว์คู่หนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน
ได้นำมาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
วังเย็น
ตำบลวังเย็น มี 3 จังหวัดคือ จังหวัดกาญจนบุรี
จังหวัดนครปฐม และจังหวัดราชบุรีแต่ข้อมูลที่ได้จากพิพิธภัณ
ฑสถานแห่งชาติราชบุรีคือมี พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี
ศิลปขอมแบบบายน เป็น 1 ใน 5 องค์ที่ขุดพบในประเทศไทยที่มี
สภาพสมบูรณ์งดงามที่สุด คาดว่าจะเป็นจังหวัดราชบุรี
เมืองครุฑ
เมืองครุฑ อยู่เขตบ้านท่าตาเสือ หมู่ที่ ๖ ตำบลสิงห์
อำเภอไทรโยค อยู่ห่างจากเมืองสิงห์ไปทางทิศตะวันออกตาม
ระยะทางตรงในแผนที่ ๖ กิโลเมตร บริเวณเมืองมีภูเขาล้อมรอบ
เกือบโดยรอบคือ เขาเมืองครุฑทางทิศตะวันตกและทิศเหนือ
เขาแก้วน้อยทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เขาแก้วใหญ่ทาง
ตะวันออกเฉียงใต้ มีห้วยมะไฟไหลผ่านทางทิศตะวันตกติด
กับเชิงเขา เมืองครุฑเป็นโบราณสถานของกรมศิลปากร มีเนื้อที่
ออกให้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2518
ลักษณะเมืองเป็นกำแพงดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ตามแนวแกนทิศตะวันออกตะวันตก มีความกว้างประมาณ
ยาว
กำแพงดินล้อมรอบเพียง 3 ด้าน ซึ่งด้านทิศตะวันตกกับเขามืองครุฑ
และห้วยมะไฟไหลผ่านนั้นไม่ปรากฎแนวกำแพงดิน
สภาพโบราณสถานก่อนการขุดแต่งเป็นเนินดิน
อยู่ห่างจากห้วยมะไฟไปทางตะวันออกราว 220 เมตรห่างจาก
แนวกำแพงทิศเหนือ 160 เมตรเป็นเนินดินรูปยาวรีตามแกนทิศ
ตะวันออก – ตกประมาณ 20 เมตร กว้าง 16 เมตร ภายหลัง
การขุดแต่งในปี พ.ศ.2535 พบโบราณสถานก่อด้วยศิลาแลงซึ่ง
เหลือเฉพาะส่วนฐานเท่านั้น เนื่องจากมีการลักลอบขุดทำให้ตัว
โบราณสถานพังลงมา ส่วนฐานที่เหลืออยู่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ขนาดกว้าง 5.60 เมตร ยาว 6 เมตรและสูง 0.84 เมตรก่อด้วย
ศิลาแลง มีร่องรอยการฉาบปูนที่ผิวศิลาแลงบางก้อน
ส่วนโบราณวัตถุที่พบจากการขุดแต่ง ได้แก่
ชิ้นส่วนประติมากรรมรูปครุฑหินทราย 7 ชิ้น เช่น ส่วนขา
ครุฑ 2 ชิ้น ส่วนเท้าครุฑ 2 ชิ้น ส่วนสะโพก 2 ชิ้น ส่วนอกและ
ปีกขวาอย่างละชิ้น และชิ้นส่วนลวดลายดอกไม้แกะสลักขา
หินทราย ประวัติสังเขป คงเป็นเมืองที่สร้างสมัยเดียวกันกับ
เมืองสิงห์
วังหีบ
สมัยก่อนยังไม่มีถนน การคมนาคมจะใช้ทางน้ำ
คือลำคลอง ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ที่เทือกเขาเหมน ซึ่งไหลผ่านตำบลนา
หลวงเสน ลงสู่ตำบลชะมาย ซึ่งจะมีพ่อค้านิยมนำสินค้ามาขาย
มาทางเรือ โดยสินค้าที่นำมาขายนั้นจะบรรจุไว้ในหีบ เมื่อเรือเล่น
มาถึงบริเวณที่น้ำมีความลึกมาก ซึ่งบริเวณที่น้ำลึกมาก ๆ ชาวบ้าน
จะเรียกว่า"วัง" เรือก็เกิดล้ม ทั้งเรือทั้งสินค้าก็จมลงไปในน้ำ ชาวบ้าน
จึงได้เรียกคลองนี้ว่า "คลองวังหีบ" และตรงบริเวณที่เรือล้ม ชาวบ้าน
เรียกว่า "บ้านวังหีบ" ตั้งอยู่ที่ตำบล ชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวันคร
ศรีธรรมราช
มีเทือกเขาบรรทัด มีเทือกเขาที่เป็นต้นกำเนิดของ
น้ำตกหนานปลิวเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดใน ต.นาหลวงเสน เกิดจากภูเขา
ในเทือกเขานครศรีฯ เป็นน้ำตกของ "คลองท่าเลา" "คลองวังหีบ“
คลองวังหีบ ไหลผ่านตำบลนาหลวงเสน ตำบลหนอง
หงส์ ตำบลชะมาย ตำบลควนกรด และตำบลนาไม้ไผ่
วิเคราะห์ความสำคัญของตำนานปราสาทเมืองสิงห์
เป็นสื่อถ่ายทอดความรู้ กฎ ระเบียบ คำสอน ศีลธรรม
โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นให้ผู้รับฟัง ได้รับรู้และเข้าใจโดยไม่รู้ตัว
ทางด้านการใช้ภาษา ผู้เล่าได้แสดงความสามารถทางด้าน
การใช้ภาษาในการถ่ายทอดความไพเราะ ความหมายที่ดี ความลึกซึ้ง
และสืบทอดความรู้สึกนึกคิด ให้ผู้อื่นได้รับรู้แนวคิดของตน
ซึ่งมีผล ทำให้ผู้ฟังเกิดปัญญาหาเหตุผลได้
แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของผู้เล่า และผู้ฟัง จะได้รับ
ความรู้เกี่ยวกับความคิด ความเชื่อที่แฝงอยู่ในวรรณกรรม
วิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรม
Ø ให้คุณค่าด้านจริยศาสตร์ เน้นให้เห็นคุณค่าของพฤติกรรม
ในด้านความสัตย์ ความเห็นแก่ตัวให้เห็นตัวอย่างความประพฤติ
การดำเนินชีวิตว่าอะไรผิด อะไรถูก อย่างไรดี อย่างไรไม่ดี
อย่างไรเหมาะสม อย่างไรไม่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น
พฤติกรรมของท้าวอู่ทองที่มีทั้งอิทธิฤทธิ์ และความฉลาด
แต่เห็นแก่ตัว ไม่รักษาคำพูด และทิ้งเพื่อนยามเพื่อนเดือดร้อน
Ø ให้คุณค่าด้านภาษาเป็นวรรณกรรมร้อยแก้ว และเป็น
วรรณกรรมมุขปาฐะ เนื่องจากเป็นตำนานที่เล่ากันมา
ปากต่อปากไม่มีการจดบันทึก แต่ในปัจจุบันมีการจดบันทึก
แต่ในความคิดของผู้วิเคราะห์คาดว่าเรื่องราวบางส่วนที่
เชื่อมโยงสถานที่บางสถานที่อาจขาดหายไป เพราะจาก
การศึกษาการขุดค้นพบพระโพธิสัตย์อวโลกิเตศวรที่แสดง
ให้เห็นเป็นศิลปะในยุคเดียวกัน ในประเทศไทยน่าจะมี
สถานที่มากกว่านี้ ซึ่งในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันมี
การพบประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
เปล่งรัศมีเช่นองค์ที่อยู่ที่ปราสาทเมืองสิงห์นี้ เพียง 5 องค์
โดยนอกจากนี้แล้ว ก็มี
การพบที่ปราสาทกำแพงแลง อำเภอเมืองเพชรบุรี
จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี อำเภอเมือง
เพชรบุร จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 1 องค์
พบที่ถ้ำคูหาสวรรค์อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
ปัจจุบันได้มีการพอกปูนทับแปลงไปเป็น
ทวารบาลเฝ้าประตู จำนวน 2 องค์
Ø ให้คุณค่าความงามของวรรณกรรม ที่สัมผัสได้ด้วย
อารมณ์ ความรู้สึก อันเกิดจากอรรถรสแห่งภาษา ประเภท
บันเทิงคดี แต่งเรื่องราวเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนาน
ให้ความบันเทิงกับผู้ฟัง เป็นเรื่องที่มีเหตุการณ์ลำดับเรื่อง
และตัวละครในการดำเนินเรื่อง
Ø ลักษณะการเดินเรื่อง การใช้ถ้อยคำ วิธีคิดสร้างสรรค์
ในการลำดับเรื่อง จากการหนีของท้าวอู่ทอง แสดงให้เห็นถึง
ความฉลาดของท้าวอู่ทองซึ่งหนีจาก นครศรีธรรมราช ไป
สร้างเมืองที่ราชบุรี 2 แห่ง และสร้างเมืองที่จังหวัด
กาญจนบุรี 2 แห่ง แล้วย้อนไปซ่อนตัวที่นครศรีธรรมราชอีก
โดยทั่วไปหากคนที่หนีโดยไม่ได้ใช้ความฉลาด ก็จะหนีไป
เรื่อย ๆ และไม่ย้อนกลับมาที่เดิม การหนีจึงแสดงให้เห็น
ความฉลาดของท้าวอู่ทอง และจากการตามของท้าวเวช
สุวรรณโณแสดงให้เห็นถึงความพยายามและความอาฆาตแค้น
ของท้าวเวชสุวรรณโณ
Ø ลักษณะจุดมุ่งหมาย เนื่องจากผู้แต่งตำนานดังกล่าว
เป็นภิกษุ ในสมัยก่อนไม่มีโรงเรียน ครูคือพระภิกษุ
ลักษณะการแต่งจึงเป็นลักษณะกลวิธีการสอนโดยการเล่า
เป็นตำนานที่ออกมาในรูปแบบของนิทาน เป็นกุศโลบาย
เพื่อสอนเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ โดยใช้การเชื่อมโยงลำดับ
เรื่องราวจากการหนีของท้าวอู่ทอง จากเรื่องดังกล่าว
Ø ในการวิเคราะห์สถานที่ต่าง ๆ ที่ได้จากตำนานแสดง
ให้เห็นว่าพระภิกษุชาวกะเหรี่ยงมีความรู้ในด้านประวัติศาสตร์
โบราณคดี และสถาปัตยกรรมซึ่งมีความต้องการที่จะสอน
ในเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ที่มีความสำคัญในด้านสถาปัตยกรรม
แบบเขมร และศาสนาพุทธนิกายมหายาน
Ø คุณค่าด้านวรรณศิลป์ เมื่อผู้ฟังได้ฟังแล้วเกิดความรู้สึก
และจินตนาการตามรส สร้างภาพคิดในสมองได้ดี
เนื่องจากการฟังโดยไม่มีรูปภาพประกอบจะทำให้ผู้ฟัง
เกิดมโนภาพตามความคิดของตนเองที่ได้จากการฟัง
เกิดมโนภาพจินตนาการตามการฟังโดยไม่รู้ตัว
Ø คุณค่าด้านสังคมเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็น
สภาพสังคม การแฝงแง่คิดด้านจริยธรรม เป็นวรรณกรรม
ที่ดีที่สามารถจรรโลงสังคมได้
วิเคราะห์คุณค่าด้านสังคม
คุณค่าด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี
เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นประเภทตำนาน ที่ทำให้
ผู้ฟังได้มีความรู้ เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โบราณวัตถุได้
เป็นอย่างดี เช่น แสดงให้เห็นลักษณะการสร้างปราสาทโบราณ
คุณค่าด้านจิตใจ
วรรณกรรมทุกประเภทมักนำเสนอเรื่องราว
ที่ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังมีความรู้ ความเพลิดเพลินและความบันเทิง
ทำให้เกิดความจรรโลงใจ คลี่คลายความทุกข์ได้
วิเคราะห์ความเชื่อและศาสนา
Ø ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ จากการที่พระฤาษีกลับ
มาเห็นร่างของท้าวเวชสุวรรณโณกำลังถูกน้ำกรดกัดกร่อน
เหลือเพียงเล็กน้อยจึงช่วยขึ้นมาจากบ่อน้ำกรด แล้วชุบตัว
ท้าวเวชสุวรรณโณขึ้นมาใหม่
Ø ความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จากการที่ท้าวอู่ทอง
ที่เป็นฝ่ายหนีออกเดินทาง ก้าวหนึ่งเท่ากับนกเขาเหินหนึ่งครั้ง
ส่วนท้าวเวชสุวรรณโณ ที่เป็นฝ่ายตามล่านั้นเดินทางก้าวหนึ่ง
เท่ากับนกเขาเดินหนึ่งก้าว
Ø ความเชื่อในการสร้างศาสนสถาน การสร้างศาสนสถาน
ตามหลักความเชื่อทางศาสนาพุทธนิกายมหายาน
วิเคราะห์มูลเหตุต่างๆของการสร้างปราสาท
ที่มาของรูปแบบ
อาคารทรงปราสาทที่ใช้เป็นศาสนสถานในวัฒนธรรม
ขอมนั้นมีที่มาจากอินเดีย กล่าวคือ ชาวอินเดียได้สร้างปราสาท ขึ้น
เพื่อประดิษฐานรูปเคารพทางศาสนา เรียกว่า เทวาลัย
โดยสร้างอาคารของปราสาทเมืองสิงห์เป็นอาคารที่มีหลังคา
ซ้อนชั้นขึ้นไปหลายชั้น แต่ละชั้นมีการประดับอาคาร เป็น
การสร้างในสายวัฒนธรรมของอินเดียภาคใต้เรียกว่า “ทรง
วิมาน” คือปราสาทที่มีหลังคาซ้อนเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมัก
ประดับอาคารจำลองจากรูปแบบของปราสาทขอม ในระยะ
แรกเชื่อกันว่าได้รับอิทธิพลของทรงศิขรจากอินเดียภาคเหนือ
ส่วนทรงวิมานนั้นส่งอิทธิพลมายังศิลปะชวา
คติการสร้าง
การสร้างอาคารทรงปราสาทมาจาก คติ
ความเชื่อของชาวอินเดียที่ว่าเทพเจ้าทั้ง หลายสถิตอยู่
ณ เขาพระสุเมรุอันเป็นแกนกลางของจักรวาลซึ่งอยู่บนสวรรค์
การสร้างปราสาทจึงเปรียบเสมือนการจำลองเขาพระสุเมรุ
มายังโลกมนุษย์ เพื่อเป็นที่สถิตของเทพเจ้า และมีการ
สร้างรูปเคารพของเทพเจ้าขึ้นเพื่อประดิษฐานไว้ภายใน
โดยตัวปราสาทมีสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้แทนความหมาย
ของเขาพระสุเมรุ เช่น มีปราสาทประธานตรงกลาง
มีปราสาทบริวารล้อมรอบ ถัดออกมามีสระน้ำ และ
กำแพงล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง การที่ทำหลังคาปราสาท
เป็นเรือนซ้อนชั้นก็ หมายถึง สวรรค์หรือวิมานของ
เทพเทวดานั่นเอง ด้วยเหตุที่เป็นการจำลองจักรวาล
มาไว้บนโลกมนุษย์ และเป็นที่สถิตของเทพเจ้า
จึงต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในคัมภีร์
ทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ตัวปราสาทจึงมีขนาด
ใหญ่โต และใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน
ความสำคัญ
ด้วยเหตุที่การสร้างปราสาทขอมมี
ความเชื่อในเรื่งศูนย์กลางของจักรวาล ดังนั้นตัว
ปราสาทและเขต ศาสนสถานจึงถือว่าเป็นสถานที่
ศักดิ์สิทธิ์ และใช้ในความหมายที่เป็นศูนย์กลางของ
เมืองหรือชุมชน ปราสาทเป็นที่ประดิษฐาน รูปเคารพ
และใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งในศาสนาฮินดูจะมี
พราหมณ์เป็นผู้ทำพิธี เช่น การสรงน้ำรูปเคารพที่อยู่
ภายในห้องครรภคฤหะ น้ำที่สรงแล้วจะไหลออกมา
ทางท่อน้ำเรียกว่า ท่อโสมสูตร ซึ่งต่อออกมาภายนอก
ตัวปราสาท เพื่อที่ชาวบ้านจะได้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ไปใช้
นอกเหนือจากปราสาทที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน
แล้วการสร้างสระน้ำและบาราย (สระน้ำขนาดใหญ่)
ก็เป็นส่วนหนึ่งของปราสาท เพื่อเป็นอ่างเก็บน้ำ
สำหรับชุมชนในการอุปโภคบริโภค ดังนั้น การสร้าง
ปราสาทจึงเป็นภาระสำคัญของพระมหากษัตริย์ที่
เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ต้องสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่
บรรพบุรุษ หรือให้แก่พระองค์เอง และสร้างบารายให้แก่
ประชาชน การสร้างปราสาทที่มีขนาดใหญ่จึงแสดงให้เห็น
ถึงบุญบารมี และพระราชอำนาจของกษัตริย์แต่ละพระองค์ด้วย
ความเกี่ยวเนื่องระหว่างปราสาทกับศาสนา
ศาสนสถานในศิลปะขอม จะสร้าง ขึ้นเนื่องใน
พระพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่สร้างขึ้นในศิลปะแบบบายน
โดยเฉพาะทับหลัง ประดับด้านหน้าของห้องครรภคฤหะจะ
เป็นตัวบอกได้ดีที่สุด ในส่วนของปราสาทที่สร้างขึ้นใน
ศาสนาฮินดูเป็น ลัทธิ “ไวษณพนิกาย” คือ การบูชาพระ
นารายณ์ หรือพระวิษณุเป็นใหญ่ ซึ่งพบกลุ่มปราสาทรุ่นหลัง
ในศิลปะแบบบายนที่พบทางภาคกลางของประเทศไทยทั้งหมด
• มูลเหตุของการสร้างปราสาท มาจากอิทธิพลความเชื่อต่างๆ
ทางศาสนาเป็นแรงบันดาลใจให้พระเจ้าแผ่นดินเขมร ได้ก่อ
สร้างปราสาทที่ใหญ่โตและงดงามไว้มากมาย คำว่า “ปราสาท”
ไม่ได้หมายความว่าเป็นปราสาทพระราชวัง และก็ไม่ใช่ที่ประทับ
ของพระมหากษัตริย์ แต่เป็นที่อยู่ของเทพเจ้า โดยรูปแบบ
ของปราสาทนั้นจะมีลักษณะแบบ “ศาสนาสถาน มีคูน้ำ
ล้อมรอบ และยังมีการแกะสลักหินให้มีลวดลายเป็น
พญานาค เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่มี
อยู่ในอาณาจักรนั่นเอง”
• วัตถุประสงค์ในการสร้างปราสาทที่ปรากฏคือสร้างปราสาท
ขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นศูนย์กลางของเมือง ของ ปราสาทบายน
ความเชื่อทางศาสนาของอาณาจักรขอม
• ในช่วงพุทธศักราชที่ 500 ศาสนาพราหม์ที่ได้มีการนับถือ
อยู่ในประเทศอินเดีย ได้มีการเริ่มแผ่กระจายขยายอิทธิพล
ไปยังดินแดนกัมพูชา โดยเข้ามาตามเส้นทางของการค้าขาย
และใน ช่วงเวลาไม่นานชาวกัมพูชาต่างก็ยอมรับศาสนา
พราหมณ์ และศาสนาพราหมณ์จะมีความโดเด่นและรุ่งเรือง
ในกัมพูชาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6-16 จากนั้นก็มีการสร้าง
ปราสาทและรูปเคารพขึ้นมากมาย
• ในช่วงยุคแรกๆเทวสถานจะสร้างอยู่บนภูเขาหรือเนินเขา
ที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งถูกจัดไว้เป็นศูนย์กลางจักรวาล หลัง
จากนั้นจึงได้มีการปรับเปลี่ยนโดยการสร้างเทวสถานขึ้นมา
ใหม่ในบริเวณพื้นที่ราบใจกลางเมือง ซึ่งลักษณะในการ
ก่อสร้างนั้นอาจสร้างภูเขาจำลองขึ้นมาแทน อยู่ใจกลางเมือง
เปรียบเสมือนกับแกนหรือศูนย์กลางของจักรวาลนั่นเอง
ศาสนาพุทธในอาณาจักรดินแดนขอม
เป็นพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ได้มีการ
ผสมผสานควบคู่กับการนับถือเทพเจ้าฮินดู มีความเชื่อว่า
พระพุทธเจ้าได้ทรงสร้างโลกนี้ขึ้นมา และยังได้มีการนับถือ
พระโพธิ์สัตว์ เพราะเคยเป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ทางด้าน
พระโพธิ์สัตว์ที่เคารพก็คือ พระโลกิเตศวร และพระอวโลติเกศวร
ในช่วงสมัยพระนครเมืองพระนครถือได้ว่า พระพุทธศาสนา
มหายานเป็นที่นับถือกันอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง
สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ซึ่งในแต่ละยุคแต่ละสมัย ศาสนา
พุทธและศาสนาฮินดู ได้ผลัดกันเจริญรุ่งเรือง เพราะอยู่ที่ว่า
กษัตริย์ที่ขึ้นปกครองเลือกนับถือศาสนาไหนเป็นหลัก
รูปเคารพของพุทธศาสนานิกายมหายาน
การสังเกตว่าศาสนสถานแห่งนั้นๆ สร้างขึ้น
เนื่องในศาสนาและลัทธิใด ดูได้จากรูปเคารพที่
ประดิษฐานภายในปราสาทประธานเป็นสำคัญ ถ้าไม่ปรากฏรูป
เคารพให้ดูได้จากภาพเล่าเรื่องบนทับหลังในปราสาทเมืองสิงห์
ปรากฏรูปเคารพดังนี้
• พระโพธิ์สัตว์โลเกศวร หมายถึงพระโพธิ์สัตว์ที่ได้ตรัสรู้
แล้ว แต่ยังไม่ยอมไปนิพพานเพราะมีความปรารถนาที่จะรอ
ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจาก
ทุกข์ทั้งปวง
• นาง
ของพุทธศาสนานิกายมหายานในขณะเดียวกันจะเรียกว่า
เป็นมารดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยกัน
ส่วนทับหลังผู้วิเคราะห์ได้รับฟังจาก
บุคคลในท้องถิ่นว่าเคยมีทับหลังอยู่ในปราสาทแห่งนี้
แต่ได้หายไปซึ่งไม่สามารถหาหลักฐานอื่น ๆ มาอ้างอิง
ได้ว่าลักษณะเป็นอย่างไรเนื่องจากหายไปก่อนที่กรม
ศิลปากรจะทำการบูรณะ
กำแพงแก้ว ชื่อเรียกองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม
ไทยประเภทหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้น หรือล้อม
อาคารสำคัญในศาสนสถานหรือพระราชมณเฑียร
ลักษณะและรูปแบบการใช้กำแพงแก้ว
ในทางพุทธสถาปัตยกรรมของไทยมีการ
ใช้กำแพงแก้วเพื่อกั้นเป็นเขตล้อมในลักษณะ ล้อม
เป็นหมู่ หมายถึง การใช้กำแพงแก้วกั้นล้อมกลุ่มหรือหมู่อาคาร
สำคัญๆรวมไว้ในเขตเดียวกัน วิธีการนี้ในเชิงออกแบบเท่ากับ
เป็นการเน้นให้เกิดความสำคัญของอาคารภายในเท่าๆกัน
คติการใช้กำแพงแก้วและการเรียกชื่อนั้น
มีคติที่มาเป็นเรื่องที่ปรากฏในการอธิบายถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
การใช้กำแพงแก้วล้อมรอบเขตหรืออาคารนั้น นอกจากจะ
เสริมองค์อาคารเหล่านั้นให้มีความสำคัญสง่างามยิ่งขึ้นแล้ว
ยังทำให้ภายในพื้นที่มีความสงบและศักดิ์สิทธิ์ด้วย เหตุนี้
เมื่อนำกำแพงแก้วไปล้อมพระอุโบสถ ก็มักจะนำไปประสาน
เชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นเขตแนวเดียวกับตัวสีมารอบพระอุโบสถ
ซึ่งยิ่งทำให้เขตพัทธสีมาแห่งนั้นดูเป็นเขตแดนต้องห้าม
ที่กำหนดให้ใช้เฉพาะสำหรับการทำสังฆกรรมแห่งหมู่สงฆ์
จริงๆเท่านั้น การสร้างกำแพง 7 ชั้นเปรียบเหมือนเป็น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น